http://www.familyweekend.co.th
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ใบสั่งซื้อสินค้า/วิธีการชำระเงิน

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

 เกี่ยวกับเรา

สถิติ

เปิดเว็บ17/09/2009
อัพเดท17/04/2020
ผู้เข้าชม1,740,958
เปิดเพจ2,527,014
สินค้าทั้งหมด85

ปฎิทิน

« September 2020»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   

Story Telling…พูดเก่ง เล่าเรื่องคล่อง ฉายแววฉลาด ???

 

                                  Story Telling…พูดเก่ง เล่าเรื่องคล่อง ฉายแววฉลาด ??? 

 

                 พ.ญ.วินัดดา ปิยะศิลป์  กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  เคยพูดไว้ในงานเสวนาวิชาการครั้งหนึ่งว่า

                "ความฉลาดของคนจะแสดงออกได้ 2 ทาง คือทางการพูด และการกระทำ ยิ่งพูดได้เก่ง พูดได้เยอะ พูดได้ซับซ้อน พูดได้มีระบบ ก็จะยิ่งสะท้อนความคิดและความฉลาดของเด็ก ดังนั้น พ่อแม่สามารถกระตุ้นเรื่องภาษาได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง เพราะทารกได้ยินเสียงต่างๆ ตั้งแต่อยู่ในท้อง เช่น เสียงหัวใจเต้น เสียงหายใจ และเสียงพูดของแม่ เสียงเหล่านี้จะส่งผ่านคลื่นเข้าไปถึงลูก ลูกยังไม่เข้าใจภาษา แต่รับรู้เป็นคลื่นเสียง ลองสังเกตดูว่า ช่วงแรกเกิดเวลาลูกร้องไห้มากๆ เมื่อแม่อุ้มขึ้นมาแนบอก สักพักลูกจะเงียบ ที่เงียบเพราะลูกได้ยินเสียงหัวใจเต้น อัตราการหายใจ และเสียงปลอบประโลมของเม่ ซึ่งเหมือนกับเสียงที่ลูกได้ยินตอนอยู่ในท้อง ฉะนั้น เรื่องของเสียง เรื่องของการได้ยิน สามารถกระตุ้นให้เด็กได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง

                 ขณะนี้ผลการวิจัยออกมาแล้วว่า การอ่านหนังสือของเด็กเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เร็วที่สุดและดีที่สุด เพราะปัจจุบันพบว่าความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการพูดกับความสามารถด้านการอ่าน เด็กคนไหนที่มีคุณภาพการพูดที่ดี มีคำศัพท์อยู่ในหัวเยอะ เวลาอ่านหนังสือก็จะมีการเชื่อมโยง ทำให้อ่านได้ดี อ่านได้สลับซับซ้อน และคิดวิเคราะห์ได้ลึกซึ้ง"

                 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญที่พบว่าเด็กที่พูดเก่ง ใช้ภาษาเล่าเรื่องราวได้ดี มีแนวโน้มจะเป็นเด็กที่เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี เพราะแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง เซลล์สมองส่วนต่างๆ   มีการทำงาน ที่ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ  สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลรอบตัวและสร้างความรู้ขึ้นมาได้  นั่นคือ เกิดความคิด  การกระบวนการคิด และความคิดขึ้นในสมอง   มีการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ และสามารถสรุปความคิดรวบยอด  ประกอบกับเด็กๆ วัย 1-6 ปี  มีพัฒนาการทางภาษามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาสามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ด้วยการใช้ภาษาพูดได้

                 อย่างไรก็ตาม การพูดหรือการใช้ภาษาก็เหมือนทักษะอื่นๆ ที่จะมีพัฒนาการที่ดีได้ก็ต้องการการฝึกฝนตั้งแต่เล็กๆ

 

เด็กเรียนรู้ที่จะพูดได้อย่างไร???  

              เราต้องรู้ว่าสมองเกี่ยวกับการพูดทำงานอย่างไร การพูดของคนเราเกิดจากการทำงานของกลุ่มเซลล์ประสาทที่ติดต่อถึงกันเพื่อสร้างคำพูดขึ้นมา ซึ่งแต่ละคำอาจจะมีความเกี่ยวเนื่องกับคำอื่น ๆ ด้วย ยิ่งกว่านั้นในกลุ่มเซลล์ประสาทที่สร้างคำพูดนี้ยังแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อที่จะใช้เรียกคำแต่ละคำ สิ่งของแต่ละสิ่ง เช่น ผลไม้ ดอกไม้ หน้าตา หรืออื่น ๆ ด้วยการทำงานติดต่อกันของกลุ่มเซลล์ประสาททั้งหมด หรือระหว่างกลุ่มเซลล์ประสาทกลุ่มย่อย ๆ นี้ จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ภาษาขึ้น

              ช่วงวัยแรกเกิดถึง 3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่เด็กมีการเรียนรู้และมีพัฒนาการทางภาษาที่ดี เพราะน้ำหนักของสมองจะเพิ่มขึ้นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักทั้งหมด และเมื่ออายุได้ 6 ขวบ น้ำหนักของสมองก็จะกลายเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักทั้งหมด ฉะนั้น ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างมาก ถ้าพ่อแม่จะฝึก ปรับ หรือพัฒนาภาษาให้กับลูกน้อย  ช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาทอง 

 อยู่กับทีวีมากเกินไป...การ “พูด” มีปัญหา???  

                บางครอบครัวกลับปล่อยให้เวลาทองที่ว่านี้สูญเสียไปด้วยการปล่อยลูกไว้หน้าโทรทัศน์ เพราะคิดว่าจะช่วยพัฒนาการพูดของลูก  จริงๆ แล้วการดูโทรทัศน์มากๆ สมอง “ซีกซ้าย” ที่ควบคุมการพูดและเหตุผล จะทำงานน้อยลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพราะในการเรียนรู้ที่จะพูด เด็กจะต้องฝึกฝนกับคนจริงๆ (ไม่ใช่จากการฟังเสียงที่ผลิตในเชิงกลไกอย่างโทรทัศน์) เนื่องจากโทรทัศน์เน้นภาพ โอกาสในการเรียนรู้ทักษะการพูดของเด็กจึงลดลง เพราะโทรทัศน์ไม่บังคับให้เด็กต้องตอบโต้  ทักษะในการพูดที่น้อยลงจะส่งผลกระทบในทางลบต่อความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ เพราะโทรทัศน์คิดให้หมดแล้ว  และเด็กจะขาดแรงจูงใจในการเสาะแสวงหาถ้อยคำใหม่ๆ เมื่อขาดถ้อยคำใหม่ๆ ก็ไม่สามารถพูดหรือวิเคราะห์สิ่งที่ตนเองคิดออกมาได้

               การปล่อยให้ลูกฝึกพูดกับโทรทัศน์จึงเป็นการทำลายศักยภาพของลูกอย่างน่าเสียดายที่สุด

---------------------------

เทคนิคฝึกลูก “พูด” คล่อง

รวบรวมเทคนิคที่มีผลรับรองว่าได้ผลจากคนเป็นพ่อแม่มาแล้ว...ลองนำไปใช้ดู ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ

               *“ก่อนนอนก็เล่านิทานให้ฟังทุกคืน แต่จะไม่เล่าจากหนังสือตลอด  แต่เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ เช่น ถ้าเล่าถึงแมงมุมก็เอามือไต่เป็นแมงมุม ถ้าเล่าถึงสุนัข หรือจระเข้ก็จะเล่นเงากับผนัง บางทีก็เอาตุ๊กตามาแต่งนิทานคุยกัน หรือให้เขาฟังนิทานในเทป หรือให้ดูเวบไซต์เด็กๆ ที่มีเสียงประกอบ ทุกวันนี้จะพับกระดาษเป็นเรือ เป็นกระป๋าแล้วเขาเอามาต่อเล่าเป็นเรื่องเป็นราวของเขาเอง พอเล่าเสร็จ เราก็ถามเขากลับว่าเขาคิดยังไงกับคนนี้ ชอบ ไม่ชอบอะไร”  เป็นวิธีการของคุณแม่ที่ช่วยฝึกกระบวนการคิดและการทำงานของสมอง ก่อนสื่อสารออกมาเป็นคำพูดให้เด็กได้อย่างดี

             * “ภาษากับลูกสอนง่ายมาก เพราะเราพูดกันบ่อย เราพูดกันไม่ค่อยหยุด จนเป็นความเคยชินทั้งเขาและเราว่าเวลาอยู่ด้วยกันเราต้องมีเรื่องพูดคุยกัน นั่งรถเราก็จะชวนเขาคุยตลอดเวลาว่า ‘เห็นรถป้ายแดงมั้ย’ ‘รถคนนี้ยี่ห้ออะไร’  ‘รถคันนี้ทะเบียนอะไร อ่านออกมั้ยลูก มีเลขอะไรบ้าง’ เขาจะรู้ลึกลงไปมากกว่าที่จะเห็นแค่รถธรรมดา”  เทคนิคนี้ก็น่านำไปใช้

             * “เวลาพูดกับลูก  เราจะพยายามพูดให้ชัดเจน บางทีก็ให้เขาลองพูดคำยากๆ เช่น คำควบกล้ำ ร.เรือ พูดย้ำประโยคให้เขา     หรือไม่ก็จับตัวเขาหันมามองปากเรา ไม่ได้ดุเขานะคะ บางทีก็แข่งกันหาประโยคที่มี ร.เรือ มากที่สุด  เช่น ‘เราไปโรงเรียน’ กลายเป็นเรื่องสนุกสนานของเขาไป  กลายเป็นว่าตอนนี้ลูกพูด ร. เรือ ล. ลิง ได้ชัดแจ๋วเลย”  เป็นเทคนิคดีๆ จากคุณแม่คนหนึ่งที่ผลที่ได้รับคือลูกพูดจาชัดถ้อยชัดคำและพูดจารู้เรื่องเกินวัย

             * ชวนลูกเที่ยวและคุย  ทุกสิ่งนอกบ้านเป็นเรื่องแปลกใหม่ชวนสงสัยของเด็กๆ ทั้งนั้น  ใช้จังหวะนี้พูดคุยกับลูกโดยชี้ของจริงประกอบคำอธิบาย   หากมีเวลาก็พาลูกๆ ออกไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ วัด ทะเล สวนสัตว์ แต่ถ้าไม่ค่อยมีเวลา ระหว่างที่นั่งรถกลับบ้านด้วยกัน เรื่องราวต่างๆ ที่พบเห็นสามารถหยิบมาชวนลูกคุยได้   อย่าเครียดจากการงานจนดุหรือละเลยเมื่อลูกถามหรือชวนคุย

             * เล่นเกมอะไรเอ่ย   โดยพ่อแม่เริ่มบรรยายลักษณะสัตว์หรือสิ่งของใกล้ตัวให้ลูกฟัง แล้วให้ตอบว่ามันคืออะไร จากนั้นผลัดให้ลูกเป็นฝ่ายบรรยายลักษณะให้พ่อแม่ตอบบ้าง ถ้ามีสมุดภาพประกอบตอนเฉลย  ก็จะช่วยเพิ่มสีสันการเล่นได้มากยิ่งขึ้น  การสร้างเรื่องราวจากของใกล้ตัว แบบนี้ เด็กๆ จะเล่นได้ไม่รู้เบื่อทีเดียว  หากมีการปรับเปลี่ยนวิธีเล่นอยู่เรื่อยๆ ก็จะดี  เช่น มีการเล่าเรื่องด้วยการใช้หุ่นมือ หุ่นนิ้ว ตุ๊กตา  หรือรูปภาพ 2-3 รูป และถ้าเป็นสิ่งของที่ลูกได้ทำเองกับมือ (เช่น ภาพวาด) ก็ยิ่งช่วยดึงความสนใจให้เขาอยากเล่า แล้วยังได้ฝึกพัฒนาการด้านอื่นไปพร้อมกันด้วย เช่น จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความแข็งแรงคล่องแคล่วของนิ้วเล็กๆ มือน้อยๆ ของลูก  ฯลฯ    ชวนเล่นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ช้าลูกก็จะกลายเป็นนักเล่าตัวยงได้เลยล่ะ

             * เล่นบทบาทสมมุติ เป็นการเล่นที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมภาษาให้ลูกได้โดยเฉพาะลูกวัยอนุบาลที่โปรดปรานการเล่นบทบาทสมมุติมาก  เขาเริ่มมีเหตุผลในการพูดมากขึ้น สามารถสื่อสารโต้ตอบเรื่องราวได้มากขึ้นแล้ว  เป็นจังหวะที่ดีที่จะฝึกให้ลูกรู้จักพูดคุยในเรื่องราวที่นอกเหนือไปจากเรื่องราวในบ้าน เช่น  เป็นคุณหมอรักษาคนไข้ หรือเป็นคุณครูสอนหนังสือ  เป็นต้น  โดยพ่อแม่มาช่วยเล่นบทตัวประกอบของเรื่องให้สมบทบาทด้วยด็จะดี

             * ชวนลูกให้คิดวางแผน ในเรื่องราว กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เย็นนี้เราจะกินอะไรกันดี? ไปเที่ยวทะเลเราจะเอาอะไรไปบ้างนะ?  ถ้าจะไปโรงเรียนหนูต้องไปยังไงนะ?  การเล่นนี้ได้ทั้งภาษาและการรู้จักวางแผน 
          

             * พยายามตอบทุกคำถามของลูก   ถ้าคำถามไหนที่ไม่รู้ก็ต้องบอกตรงๆ และพยายามหาคำตอบมาให้ลูกในภายหลัง           
             * หาบทเพลง บทกลอน หรือนิทานที่มีท่วงทำนองและลูกเล่นทางภาษาที่ดึงดูดและจูงใจให้ลูกพูดและร้องตามอย่างสนุกสนานได้ครั้งละนานๆ   และยังช่วยให้ลูกจดจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานด้านการอ่านต่อไป        

            * บอกเล่าผ่านเสียงกระซิบ กระซิบเล่าเรื่องสั้นๆ ให้ฟังต่อๆ กัน แล้วให้ลูกเป็นคนสุดท้ายที่ต้องออกมาเล่าเรื่องที่ฟังมา  เกมนี้นอกจากฝึกให้ลูกรู้จักตั้งใจฟังแล้ว ยังได้ฝึกความสามารถในจับความของเรื่องและการสรุปความคิดรวบยอดให้ลูก

--------------------------------------------------------------------------------------------------

ฟังเพลงช่วยให้พูดคล่อง??? 

           เอ๊ะ??? เกี่ยวกันอย่างไร เชื่อเถอะว่าเกี่ยวกัน คุณหมอชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ดร.อัลเฟรด โทมาติส ศัลยแพทย์ด้านหู คอ จมูก ได้ใช้วิธีรักษาปัญหาความผิดปกติในการพูด ด้วยการให้ผู้ป่วยฟังเพลง  เพราะเมื่อเสียงเพลงเข้าไปกระตุ้นอวัยวะรับเสียงในหู วงจรต่อเนื่องจนกระทั่งไปถึงบริเวณของสมองที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน เซลล์ของสมองที่อยู่ในวงจรนี้ก็จะเกิดการแตกกิ่งก้านสาขาต่อเชื่อมกัน เป็นวงจรที่สมบูรณ์และแข็งแรง การได้ยินก็จะสมบูรณ์ขึ้น ผลที่ตามมาพัฒนาการของภาษาพูดก็สมบูรณ์ตามไปด้วย  เพราะคนเราจะพูดได้ชัดเจนนั้น จะต้องได้ยินชัดเจนก่อน เพราะการพูดเป็นทักษะที่เกิดจากการฝึกฝน ซึ่งมาจากการได้ยิน เมื่อได้ยินเสียงพูดของคนอื่นเราก็จะเลียนเสียงนั้นเป็นคำพูดออกมา หากได้ยินไม่ชัดเจน แน่นอนการเลียนเสียงก็จะผิดเพี้ยนไป ซึ่งก็หมายความว่าจะเกิดการพูดไม่ชัดขึ้น หรือยิ่งถ้าไม่ได้ยินเสียงเลยก็ไม่มีเสียงที่เป็นต้นแบบให้หัดพูดก็เลยพูดไม่ได้  อย่างคนหูหนวกมักจะเป็นใบ้ไปด้วย เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงที่จะเป็นต้นแบบให้หัดพูดนั่นเอง  

--------------------------------------------------------------------------------------------------

 



 

 

view
view