http://www.familyweekend.co.th
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ใบสั่งซื้อสินค้า/วิธีการชำระเงิน

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

 เกี่ยวกับเรา

สถิติ

เปิดเว็บ17/09/2009
อัพเดท08/10/2018
ผู้เข้าชม1,590,129
เปิดเพจ2,348,300
สินค้าทั้งหมด85

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« January 2019»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

กอด-กิน - เล่น -อ่าน…เคล็ดลับพัฒนาสมองลูก

 

                                   กอด-กิน - เล่น -อ่านเคล็ดลับพัฒนาสมองลูก 

                มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์หัวก้าวหน้า ขวัญใจคอการ์ตูนทั้งหลาย (ปล่าว...คุณหมอไม่ได้เขียนการ์ตูน ทว่าเขียนหนังสือเกี่ยวกับการ์ตูนออกมาหลายเล่ม ชนิดที่ถูกใจคอหนังสือการ์ตูนยิ่ง) ในหนังสือชื่อ “ป่วยทางจิตผิดตรงไหน” ในบทที่ชื่อ “ลูกเราไอคิวต่ำ”  คุณหมอได้แนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยพัฒนาสมองลูกให้ปรู๊ดปร๊าด เลยนำข้อเขียนสนุกๆ และเคล็ดลับนั้นมาคุณพ่อคุณแม่ฝากกัน (ชนิดที่ไม่ตัดตอนสำนวนฮาๆ น่ารักๆ ของคุณหมอกันเลยล่ะ)

              คุณหมอเริ่มข้อเขียนด้วยการยกงานวิจัยขึ้นมาว่า งานวิจัยมากกว่าหนึ่งชิ้นรายงานตรงกันว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กไทยวัยเรียน และวัยรุ่นมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

              ระดับสติปัญญาปกติ คือ 90-110 ต่ำกว่าปกติ คือ น้อยกว่า 90 หาก น้อยกว่า 70 สามารถไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการ   ทางสติปัญญาได้

             นักวิชาการจำนวนมากยอมรับผลงานวิจัยในครั้งนี้ว่าท่าจะจริง และสถานการณ์ของเด็กบ้านเรากำลังน่าเป็นห่วง กล่าวคือ นอกจากโง่แล้วยังติดเกม ติดเน็ต ติดมือถือ ติดห้าง ติดฟาสต์ฟู้ด ติดเซ็กซ์ แต่ไม่ติดวัด ซึ่งหลักฐานที่ตอกย้ำเรื่องนี้ของคุณหมอก็คือ ผลสอบโอเน็ตเฉลี่ยล่าสุดที่ออกมาว่านักเรียนทั่วประเทศสอบได้ในแต่ละวิชาไม่ถึง 50 เพราะขาดการคิดวิเคราะห์   นี่แสดงว่า หากเด็กไทยไม่โง่ก่อนเข้าเรียน ก็ยิ่งเรียน ยิ่งโง่

             การเป็นจิตแพทย์เด็กทำให้มีโอกาสพบเด็กๆ มาก จากประสบการณ์คุณหมอพบว่า  เด็กนักเรียนลูกชนชั้นกลางทำอะไรไม่เป็นเลย  นอกจากตั้งหน้าตั้งตาเรียนนั้น นี่แสดงได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ยิ่งเรียน ยิ่งโง่ แล้วความโง่ก็ชักนำให้เขาติดอะไรต่อมิอะไรอย่างว่า ส่วนเด็กชาวนาในชนบทยังพอมีทางเลือกอยู่บ้าง เด็กประถมคนหนึ่ง หากอยู่บ้านสามารถปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา หรือจับปลาด้วยตนเอง เด็กเหล่านี้วัดไอคิวได้เท่าไรก็ไม่สะท้อน "ความฉลาด" ที่เขามีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม เมื่อไรที่เขาเรียนสูงขึ้น เขาจะเริ่มโง่

            มาถึงตอนสำคัญ คุณหมอบอกว่า การป้องกันมิให้ลูกของเราไอคิวต่ำไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องการลงทุนอะไรนอกจาก "เวลา"

 

          ช่วงทารกถึงสามขวบปีแรก  เป็นเวลาวิกฤติที่จะปูพื้นฐานโครงสร้างของสมองให้แข็งแรงและแน่นหนา อันจะเป็นรากฐานของเด็กไอคิวดีในวันข้างหน้า หากคุณพ่อคุณแม่ละทิ้งโอกาสนี้ก็ถือว่า ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สามารถหวนกลับมาแก้ตัวอีก

          คุณหมอบอกว่า สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำมีสองอย่าง คือ กอด และ ให้อาหารที่มีประโยชน์

          การกอดช่วยให้แขนงของเซลล์ประสาทนับล้าน ๆ ตัวในสมองสามารถเชื่อมต่อ และประสานกันหลายล้านตำแหน่ง เกิดเป็นระบบการทำงานหลายสิบระบบ เปรียบเทียบกับเส้นทางรถไฟฟ้าหลายสายพาดกันไปมาเกิดเป็นสถานีร่วมหลายตำแหน่ง ผู้คนเดินทางไปมาทั่วทั้งมหานครสะดวกอย่างไร สัญญาณประสาทและความฉลาดของลูกก็วิ่งปรู๊ดปร๊าดไปมาในสมองได้คล่องแคล่วฉับไวเช่นนั้น ทั้งนี้ ต้องรวมถึงการให้อาหารที่มีประโยชน์อยู่เรื่อย ๆ ด้วย

          การไม่กอดลูกแล้วปล่อยให้ลูกกินขนมกรุบกรอบหน้าโทรทัศน์  จึงเป็นวิธีที่ทำให้เด็กโง่ได้ชะงัด หากเลี้ยงลูกเช่นนี้แล้วลูกโง่ก็สมควร

          เมื่อลูกโตขึ้นอีกนิด คือ เป็นเด็กก่อนวัยเรียนประมาณ สามถึงเจ็ดขวบ  จะมีอีกสองปัจจัยที่ทำให้การพัฒาสติปัญญาเป็นไปด้วยดี คือ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก และภาษา

         กล้ามเนื้อเล็ก คือ กล้ามเนื้อระหว่างนิ้วมือทั้งสิบ ซึ่งมีมากกว่าหนึ่งร้อยมัด เป็นระบบกล้ามเนื้อที่สัตว์อื่นไม่มี สมองที่ดีและการฝึกที่ดีช่วยให้นิ้วมือทำงานได้ละเอียดอ่อนอย่างน่าอัศจรรย์ ในทางกลับกัน การฝึกกล้ามเนื้อนิ้วมือสามารถกระตุ้นให้สมองส่วนคิดวิเคราะห์เจริญเติบโตมากขึ้นอีกด้วย  เรียกว่า "ความฉลาดทางนิ้วมือ" สามารถลัดสถานีไปพัฒนา "ความฉลาดทางสมอง"

         การฝึกปรือนิ้วมือมิใช่ให้เพาะกล้ามนิ้วมือ แต่หมายถึง การใช้นิ้วทั้งสิบทุกทิศทาง และทุกมิติ จึงหมายถึง การเล่น เช่น ตบแผะ เป่ายิ้งฉุบ หมากเก็บ วิ่งเปี้ยว มอญซ่อนผ้า ทอยกอง และหมายถึงงานศิลปะ เช่น ฉีกกระดาษ แปะกระดาษ ขย้ำดินเหนียว ปั้นดินน้ำมัน เล่นน้ำ เล่นทราย ไปจนถึงหยิบแท่งสีเทียน และพู่กันวาดรูปเล่นอย่างอิสระ...(ซึ่งเรื่องการใช้มือและนิ้วมือนี้ นิตยสารแฟมิลี่ วีคเอนด์ของเราเสนอไปเมื่อเล่มที่แล้ว)

 

          มิใช่ปล่อยให้ใช้แค่นิ้วโป้งกดรีโมตทีวี ปล่อยให้นิ้วมือวางอยู่บนคีย์บอร์ด รวมทั้งปล่อยให้ลูกกำเป็นอยู่เพียงอย่างเดียว คือ กำเมาส์

          สำหรับพัฒนาทางภาษายิ่งง่าย เพียงคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน ตั้งแต่เด็กยังเด็ก ไม่ต้องมากขอเพียงปีละประมาณ ๓๐๐ คืน ทุนที่ลงไปนั้นจะผลิดอกออกผลงอกงามเก็บกินไม่รู้จักหมดไปตลอดชีวิตของเราและลูกๆ

          แต่ถ้าปล่อยให้ลูกรู้จักแต่ภาษาแชต ภาษาเอสเอ็มเอส ภาษากราฟิกอย่างหยาบ ปฏิสัมพันธ์กับคนในเน็ตโดยไม่เห็นหน้าตา ไม่มีโอกาสฝึกการตีความหมายของภาษาแบบบูรณาการคือ ตีความหมายทั้งหมด ทั้งคำพูด สำเนียง น้ำเสียง สีหน้า และกิริยาท่าทาง พัฒนาการของภาษาก็จะกระพร่องกระแพร่งไม่สมบูรณ์  

องค์ประกอบของไอคิวดีทั้งสี่ประการคือ การกอด อาหารดีมีประโยชน์ เล่นอิสระ และอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เรียกสั้น ๆ ว่า กอด - กิน - เล่น - อ่าน (ไม่คล้องจองกันเลยว่ะ) เป็นการลงทุนที่คุณพ่อคุณแม่ต้องกระทำด้วยตนเอง จึงเกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย กล่าวคือ

  • ไม่จ้างคนอื่นกอด
  • ไม่จ้างคนอื่นป้อน
  • ไม่จ้างคนอื่นเล่นกับลูก
  • ไม่จ้างคนอื่นอ่านหนังสือให้ลูกฟัง

          การลงทุนทั้งหมดนี้ทำตั้งแต่เกิด พอเขาเป็นเด็กประถมจะได้ไม่ตกเกณฑ์วัดไอคิว เวลาสอบโอเน็ตจะได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย

           ที่สำคัญคือ อีคิวก็ดีด้วยครับ...คุณหมอทิ้งท้ายบทความไว้อย่างนี้

 (จาก : ข้อเขียนของน.พ. ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง ลูกเราไอคิวต่ำ จากหนังสือ “ป่วยทางจิตผิดตรงไหน” สำนักพิมพ์มติชน)

 

view
view