http://www.familyweekend.co.th
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ใบสั่งซื้อสินค้า/วิธีการชำระเงิน

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

 เกี่ยวกับเรา

สถิติ

เปิดเว็บ17/09/2009
อัพเดท08/10/2018
ผู้เข้าชม1,618,388
เปิดเพจ2,381,843
สินค้าทั้งหมด85

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« May 2019»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

อาหารเช้ากับพลังสมอง

              

                                                         อาหารเช้ากับพลังสมอง

             คนส่วนใหญ่กินอาหารวันละ 3 มื้อ แต่ลองคิดสิว่าหากเราจะตัดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งออก เราเลือกตัดอาหารมื้อไหน หลายต่อหลายคนเลือกตัดอาหารเช้า ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน  เช่น ต้องตื่นแต่เช้าเร่งรีบไปโรงเรียนหรือทำงาน  ไม่มีเวลาพอสำหรับการเตรียมอาหารเช้า หรือบางคนงดกินอาหารเช้าเพราะต้องการลดน้ำหนัก ฯลฯ ซึ่งการไม่กินอาหารเช้า จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและสมองอย่างที่เรานึกไม่ถึงทีเดียว

ร่างกายต้องการสารอาหารหลังการหลับไหล 

            คนเรานั้นจะพักผ่อนด้วยการนอนหลับคืนละประมาณ 8 ชั่วโมง (โดยเฉพาะเด็กๆ)  ช่วงที่เรานอนหลับ  การใช้สารอาหารต่างๆ ในร่างกายยังคงดำเนินไปตลอดเวลา  ปริมาณสารอาหารต่างๆ  โดยเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงเมื่อเราตื่นขึ้นมา   ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกินอาหารเพื่อเพิ่มระดับสารอาหารในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติสำหรับการทำกิจกรรมต่อไป  

           เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า นับจากอาหารมื้อเย็นเท่ากับว่าร่างกายไม่ได้รับสารอาหารมากกว่า 12 ชั่วโมง  หากเรางดอาหารมื้อเช้า แล้วไปกินอาหารกลางวันเป็นมื้อแรกของวัน  นั่นหมายถึงว่า ร่างกายจะไม่ได้รับอาหารอีกประมาณ 5 ชั่วโมง รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 17 ชั่วโมงที่ร่างกายไม่ได้รับอาหาร อาหารมื้อเย็นที่เรากินเข้าไปถูกย่อยและใช้ไป  เมื่อเราตื่นนอนในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ในขณะที่เราลุกขึ้นเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ หลังจากนั้น เราจะรู้สึกหิว ศูนย์หิวที่สมองสั่งให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมา ทำให้ท้องว่าง เพราะร่างกายต้องการพลังงาน หากเรายังไม่เติมพลังงานให้กับร่างกาย หรือยังไม่กินอาหารเช้า ร่างกายต้องไปดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ในตับ ซึ่งร่างกายเก็บเป็นเสบียงไว้ใช้ในยามจำเป็น  มาใช้เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและสมอง  เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่นานนักพลังงานส่วนนี้จะถูกใช้จนหมดไปเพราะไม่มีใหม่มาเติม

กินอาหารเช้าเพื่อกลูโคส...เพิ่มพลังงานสมอง

          การงดไม่กินอาหารเช้าในเด็กๆ  นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำแล้ว ยังส่งผลต่อน้ำตาลกลูโคส (glucose)  ในสมองด้วย  จะพบว่า ในช่วงสายของวัน เด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้าจะรู้สึกหิว กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิในการเรียน ขาดความฉับไวในการคิดคำนวณหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  เกิดการผิดพลาดได้มากกว่า  เพราะขณะที่ท้องหิว สมองก็ไม่รับรู้เรื่องที่ครูสอน ไม่มีสมาธิในการเรียน   ทั้งนี้เนื่องจากสมองต้องการน้ำตาลกลูโคสเพื่อไปหล่อเลี้ยง   สมองของคนเราจะสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพได้จำเป็นต้องมีพลังงานหล่อเลี้ยง  ซึ่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงสมองคือ กลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง  พบมากในองุ่น น้ำผึ้ง และร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรต เช่น ขนมปังหรือข้าว โดยในแต่ละวัน สมองจะใช้กลูโคสประมาณ 120 กรัม   กลูโคสจะถูกดูดซึมผ่านลำไส้เข้ามาในเลือด  กลูโคสสามารถผ่านเข้าไปในสมองแล้วเผาผลาญเป็นพลังงานให้แก่สมอง

            ระหว่างที่นอนหลับ ร่างกายเรายังคงใช้พลังงานตามปกติ พลังงานเหล่านั้นมาจากกลูโคสที่ร่างกายเก็บสะสมไว้ กว่าจะถึงเช้ากลูโคสมากกว่าครึ่งจะถูกใช้ไป ร่างกายจึงต้องการเติมพลังงาน ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะเป็นตัวเริ่มขับเคลื่อนพลังงานให้กับร่างกายได้ดีที่สุด  และเพราะสมองไม่สามารถเก็บสะสมกลูโคสส่วนที่เหลือได้เหมือนกับการที่ร่างกายสะสมพลังงาน ฉะนั้นอาหารเช้าจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้สมองเราทำงานได้เฉียบไวจากการได้รับกลูโคสอย่างเพียงพอ  

อย่าให้ลูกขาดอาหารเช้า

            ผลการวิจัยพบว่าเด็กนักเรียนที่กินอาหารเช้าไปโรงเรียนจะเรียนและทำงานได้ดีกว่าเด็กที่ไม่กินอาหารเช้า ซึ่งจะเหนื่อยเร็วกว่า หงุดหงิดง่ายกว่า และจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งต่างๆ ได้ช้ากว่าด้วย  เรื่องนี้เป็นจุดที่ทำให้ทางโรงเรียน (เริ่มตั้งแต่เด็กอนุบาล) หลายๆ แห่งในอเมริกา อังกฤษ  หันมาให้ความสนใจกับพฤติกรรมการกินอาหารเช้าของครอบครัวเด็กๆ ในอเมริกาถึงขั้นจัดให้เดือนกันยายนของทุกปีเป็น "Better Breakfast Month"  กันทีเดียว  ส่วนในอังกฤษก็มีการจัดทำ “ชมรมอาหารเช้าในโรงเรียน”  โดยมีอาสาสมัครหรือผู้ปกครองของเด็กที่ไม่ต้องไปทำงานเข้ามาดูแลในเรื่องการบริหารจัดการชมรม  พ่อแม่ที่ต้องการให้ทางชมรมจัดอาหารเช้าให้ลูกก็มาสมัครเป็นสมาชิกชมรม  จากนั้นทางชมรมก็หาทางจัดอาหารเช้าในโรงเรียนขึ้น ให้ได้หนึ่งอิ่มต่อเด็กหนึ่งคน การที่ต้องทำอาหารเช้าในปริมาณมาก จะทำให้ราคาอาหารเช้านี้มีราคาถูกลงอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น แทนที่จะต้องจ่าย 50 เพนนี ก็เหลือแค่ 35 เพนนีเท่านั้น แถมยังได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนด้วย โดยอาหารเช้าของชมรมจะเป็นอาหารกล่อง เช่น นม 1 กล่อง  อาหารเช้าประเภทธัญพืช 1 ถ้วย  มีผักและผลไม้ที่เด็กชอบกิน 1 อย่าง    

อาหารเช้าของหนูๆ

           เมื่อรู้ว่าอาหารเช้าสำคัญต่อลูกน้อยของเรามากมายขนาดนี้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการให้ลูกได้กินอาหารเช้า หากตอนเช้ามีเวลาไม่มาก เราก็สามารถเตรียมเครื่องปรุงต่างๆ ไว้ให้พร้อม หรือปรุงอาหารไว้ตั้งแต่ตอนเย็นแล้วนำมาอุ่น โรยผักลงไปในตอนเช้า  ที่สำคัญต้องมีประโยชน์  ครบคุณค่า   และหลากหลาย เพราะเด็กๆ เบื่อง่ายและจะพาลไม่กินเอาได้หากจำเจ หลักการเลือกอาหารเช้าให้ลูกควรคำนึงถึงสารอาหารต่อไปนี้  

  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ดีที่สุดสำหรับอาหารเช้า เพราะจะค่อยๆ ปลดปล่อยกลูโคสให้กับสมองโดยใช้เวลานานขึ้นในการย่อยและดูดซึม เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี  (ข้าวกล้อง) และผลไม้
  • โปรตีน อาหารทะเลให้กรดอะมิโน เพื่อผลิตสารสื่อสัญญาณประสาท  ไข่
  •  อาหารที่มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลท  ( เช่น ตับ นม ไข่  เนื้อสัตว์และผักใบเขียวเข้ม ) เพราะสมองจะนำกลูโคสมาใช้เป็นพลังงานได้จำเป็นต้องมีวิตามินบีเป็นตัวช่วยในกระบวนการสลายกลูโคส 
  • อาหารแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง  ฯลฯ

กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำหนังสือ “คู่มือธงโภชนาการ” และได้กำหนดอาหารมื้อเช้าที่ถูกหลักโภชนาการ ซึ่งประกอบด้วย...

1.โจ๊กหมู ส้มเขียวหวาน
2. เกี้ยมอี๋ ลำไย นมสด
3. ข้าวต้ม ผัดผักบุ้ง ไข่เจียว มะละกอ
4. ข้าวสวย ต้มจืดเลือดหมูใบตำลึง ไก่ทอด ชมพู่
5. ข้าวสวย ต้มจับฉ่ายกระดูกหมู ยำปลากระป๋อง ฝรั่ง
6. ซุปมะกะโรนี มะละกอ
7. ข้าวสวย กะหล่ำปลีตุ๋น ปลาช่อนผัดคึ่นช่าย
8. ข้าวต้มปลากะพง/ไก่/กุ้ง เงาะ
9. ข้าวสวย มะระสอดไส้หมู ไข่ตุ๋น
10. ขนมปัง ไข่ดาว มะเขือเทศ น้ำส้มคั้น

            อาหารเช้าเหล่านี้ ถ้ามีเวลาก็กินด้วยกันที่บ้าน ถ้าไม่มีเวลาก็ใส่กล่องไปกินบนรถหรือไปนั่งกินที่โรงเรียนกับลูกก็ได้...กินที่ไหน ไม่สำคัญเท่ากับว่าได้กินหรือเปล่าค่ะ...

 

 

view
view